เคยโพสเกี่่ยวกับคดีที่โปรดัคชั่นทำงาน 2 ปีแล้วไม่ได้เงิน ขึ้นศาลฟ้อง 3 ศาล 3 ปี สืบพยาน สุดท้ายเจ้าหนี้ยอมประนอมหนี้ ขอผัดผ่อนใช้ แต่( กูจะไม่จ่ายเสียอย่าง )ใช้เพียง 3 งวดไม่จ่ายต่อ
ทำให้โปรดัคชั่นต้องทำใจเลิกทวง เพราะไหนเงินต้นไม่ได้เงินใหม่ต้องจ่ายค่าทนาย เลยกลายเป็นตำนานที่ใครๆมักถามถึงเวลาเห็นเช็คติดข้างฝา หรือสัญญาว่าจ้างการทำงาน ที่ลูกค้าไม่ยอมจ่าย
ทำไมไม่ฟ้อง ก็ด้วยเหตุนี้.. และวงล้อประวัติศาสตร์ก็หมุนกลับมาอีก มีบริษัทโปรดัคชั่นเหยื่อใหม่ ทำรายการ 2 ปี ให้กับบริษัทหนึ่ง ติดหนี้เป็นเงิน 4 ล้าน แต่ด้วยเหตุผลกลใด บริษัทลูกค้าไม่จ่าย
บอกถ้าฟ้องก้อจะฟ้องกลับ 10 ล้านเหมือนกัน ฐานทำให้บริษัทเสื่อมเสียชือเสียง .....ในที่สุดก็เกิดขึ้นอีกคดี ( ที่ไม่รู้อีกนับ 10 คดีกำลังขึ้นศาล ) มาคิดเล่นๆกัน ..
- ถ้าฟ้องเกิดแพ้ 2ปีที่ผ่านมาไม่ได้เงินทำงานฟรี เหนื่อยฟรี และยังต้องมาจ่ายเงินให้เขาอีก( 10 ล้าน )บวกค่าทนายอีก จะคุ้มมั๊ยเนี่ย..( ลูกค้าได้งานฟรี แถมได้เงินเป็นโบนัสติดกระเป๋าอีก )
- และถ้าชนะ ลูกค้ายื้อ 3 ศาล เงินต้นที่ได้มาหักลบค่าทนาย ค่ารถ ค่าเสียเวลาต้องขึ้นศาลทุกเดือน ค่าเสียโอกาสไม่สามารถรับงานยาวไปต่างจังหวัดได้ จะเหลือเงินสักเท่าไร...จะคุ้มมั๊ยเนี่ย..
ก้อเลยคิดว่า..อยากจะโพส " ข้อควรระวังในการรับงาน " สำหรับมือใหม่นะ
- เริ่มแรกขอตั้งสมมติฐานในการรับงานว่า ลูกค้าดี งานง่าย ได้เงินเยอะ มีน้อยมากในโลกนะคับ...( ไม่ใช่ไม่มี ผมพิมพ์ว่ามีน้อย ถ้าใครเจอถือว่าคุณโชคดีมากๆๆๆๆๆ )
1. ถ้าลูกค้าติดต่อคุณมา ด้วยกรณีใดก็ตาม ด้วยรู้จักหรือไม่รู้จักก็ตาม ให้ถามว่ารู้จักคุณได้ยังไง ถามถึงที่มาและคนแนะนำ เผื่อเกิดอะไรขึ้นที่ไม่ชอบมาพากลจะได้สืบหาข้อมูลได้
2. เมื่อคุยกับลูกค้าแล้ว เห็นเป็นคนดี และที่สำคัญรวยพอจะจ่ายเงินให้คุณได้ ถามต่อไปว่า ให้คุณทำงานอะไร เช่นผลิตรายการทีวี ผลิตส่งฟรีทีวี หรือเคเบิ้ล หรือ....
ถึงตอนนี้อยากให้คุณๆใช้สมองหน่อย ส่วนมากถึงขั้นตอนนี้รับหมด คิดถึงความเป็นไปได้ของงานว่า ของจริงหรือของลวง เช่นทำส่งเคเบิ้ลทีวี เคเบิ้ลทีวีใหญ่ๆมักไม่ให้โฆษณานะคับ
และเขาจะได้รับรายได้มาจากไหน เป็นไปได้หรือที่คนรวยจะมาเสียเงินฟรีๆ ต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่าง หรือทำส่งเคเบิ่ลที่โฆษณาได้ คิดต่อว่า เขาจะได้รายได้สักเท่าไหร่ (ประเมินตอนหลังก็ได้)
3. สมมติว่าตกลงเขาบอก เขาผลิตสินค้าเขาเอง เขายอมทุ่มทุน เสียเท่าไหร่ไม่ว่าของานแบบมีคุณภาพ ตรงนี้ขอบอกอย่าเพิ่งตาโต ( บอกกินหมูคำโตปากมัน ) สำคัญนะคับขั้นตอนนี้จะทำให้
คุณเป็นหนี้ในอนาคต หรือจะติดคุกในอนาคตตรงนี้แหละคับ คิดค่าโปรดัคชั่นให้ดี ว่าคุณจำต้องใช้จ่ายเงินเท่าไหร่ คิดให้ตรงกับความเป็นจริง อย่าเวอร์จนเกินเหตุ และพยายามอธิบายให้เขา
เข้าใจว่า ทำไมคุณถึงคิดราคาแพงเท่านี้ เพราะอะไร เช่น ต้องมีเครน มีผู้ช่วย มีดอลลี่ ไฟตูม 8 ดวง 10 K อะไรทำนองนี้ กล้องเลนส์ตัวละ แสน พูดไปให้เข้าใจ และบอกตบท้ายว่า ถ้าต้องการ
ถูกกว่านี้ก็ทำได้ โดยตัดไฟตัดอุปกรณ์เสริมพวกนี้ออก เหตุผลที่ผมพูดว่าสำคัญก็ เพราะเมื่อแรกลูกค้าทำกับคุณด้วยเชื่อใจหรือคนแนะนำ และด้วยความรีบของสินค้าหรือของเวลาที่เขาจอง
ไว้ เขาอาจจะรีบจ้างคุณ แต่พอมาสักพัก เริ่มเจอคนมาก คนอื่นบอกราคานี้โปรดัคฯนี้โหด มาจ้างผมซิ คุณภาพเท่านี้ราคาถูกกว่าครึ่ง เขาจะว่าเราเลวโดยสายตา เป็นมูลเหตุทำให้ลูกค้าเริ่ม
เบี้ยวไม่จ่าย เพราะเขาคิดว่าคุณฟันหัวเขาแบะ เขาก็เลยแก้เผ็ดคุณด้วยลูกเล่นทางกฏหมาย บอกเลยนะร้อยทั้งร้อย คนรวยมีนักกฏหมายประจำบริษัทฯ ยังไงคุณก็แพ้คับ ...
4. ลูกค้าปัจจุบันมีเพียง 2 ประเภท คือ
ประเภทที่ 1 ... ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้อะไรเลยก็ดีอย่าง คือทำอะไรเอาหมด และก็รื้อหมดได้เหมือนกัน ก็กูไม่รู้กูจะเอา เหนื่อยโคดๆนะใครเจอ สำหรับผมไม่อยากเจอเลยแบบนี้เหนื่อยจนท้อเลยล่ะ
ประเภทที่ 2 ...ประเภทเขี้ยวลากดิน . เอานั่นเอานี่เอาหมดทุกอย่าง แก้ทุกเฟรม รื้อทุกเอฟเฟคที่คุณทำ บอกทุกขั้นตอนการผลิต มุมกล้องแบบนี้ โทนนี้่ ดูก่อนถ่ายแก้หลังถ่าย
ดูก่อนตัดแก้หลังตัด ดูก่อนส่งงานและก็แก้หลังส่งงาน แล้วก้อแก้ๆๆๆๆๆ ไม่เสร็จสักที จนทำงานอื่นไม่ได้เสียโอกาสรับงาน ขั้นนี้ยอมทิ้งงานไม่เอาส่วนที่เหลือเลยคับ..
...ใครขอบแบบไหนเลือกเอาเลยนะคับ ..( แหมอยากตั้งประเด็นใหม่จังเลย ดูซิใครจะชอบแบบไหนมากกว่ากัน )
เอาล่ะ...ผ่านมาถึงขั้นตอนนี้ คือ ตกลงจ้างคุณทำ ตกลงเรื่องเงิน ถึงขั้นตกลงรายละเอียดการทำงาน นี่แหละนรกเลยล่ะอ่านให้ออกว่าเขาคือลูกค้าประเภทไหน 1 หรือ 2 และคุยไป คุยๆๆๆๆๆ
คุยให้รู้เรื่องไม่งั้นจะมีปัญหาแบบที่ผมจาระนัยให้คุณฟังถึงลักษณะนิสัยของคน และคิดอย่างไม่โกหกกับตัวคุณว่า คนประเภทนี้รับไหวไหม ไม่ไหวหาคนมาช่วย ( มาร่วมทุกข์ )ค่าใช้่จ่ายเพิ่ม
แต่ชัวร์ว่างานผ่าน ก็โอเคเลย แต่ถ้าคิดว่าไม่ไหว เกินกำลังหรือคุยแล้วปัญหาเยอะไม่รู้จบ พอจับนู่นโผล่นี่ ไล่ไม่ทันสักที ให้รีบถอย เช่นบอกอยากได้ดีๆ แต่พอพูดเรื่อเงินบอกงบไม่มี นั่นแหละ
ให้คิดเยอะๆเลย เป็นไปได้ไง อยากได้ดีๆ แต่ไม่เพิ่มค่าใช้่จ่าย ..คนไม่ใช่ควายจะได้กินหญ้าไม่กินข้าว ..( บอกสุดท้ายเลยนะถ้าไม่รับงาน... แต่อย่าทำเลย ผูกมิตรเอางานหน้าไว้ดีกว่า )
5. การรับงานไม่ควรรับงานโดยตรงจากโปรดัคชั่น เช่นคุณเป็นช่างภาพหรือตัดต่อคืออยู่ในส่วนโปรดัคชั่นฯ ให้หาน้องหรือประสานงานหรือฝ่ายตลาดมาคุยแทนคุณ แล้วคุณคอยฟังคอยเสริม
คอยเขยิบตาให้ว่าทำหรือไม่ทำ จะได้กลับมาคุยกันภายในได้ว่า เหตุการณ์แบบนี้สู้หรือถอย เพราะโปรดัคชั่นพวกคุณน่ะใจอ่อนเป็นปลาซิว เห็นงานลูกค้าเสนอ ไม่ได้เงินแต่มันส์เอาวะ สุดท้าย
เป็นหนี้ไม่รวยกันสักที ใจเย็นๆๆ ปล่อยให้น้องเขาเล่นบทเจ้านายไป และเมื่อถึงเวลาคุยหรือเวลาทำงาน ถ่ายงาน เขาเพิ่มนู่นเพิ่มนี่ อะไรที่เกินเหตุคุณก็อ้างไปเลย เดี๋ยวบริษัทว่าผมเพราะทำเกิน
ค่าใช้จ่าย ก็คือตัวคุณคิดเองแหละ คือจะบอกว่ากูไม่ให้ ก็เสียลูกค้าก็ต้องบอกน้องไม่ได้บอกผมว่าจะมีนี่ด้วย ผมเลยไม่ได้เตรียมอุปกรณ์มา ถ่ายไปก็ไม่ดี แต่ไงผมจะลองทำดู ฯลฯ อะไรทำนองนี้
6. ผ่านมา 5 ขั้นตอน ถึงขั้นตอนการผลิต ผมว่าไม่มีปัญหาแล้วล่ะ เพราะมันต้องว่าไปตามขั้นตอนของการคุย จะมีปัญหาก็ตอนตัดต่อ ที่ลูกค้ามองภาพไม่เห็น คือคุณคุยแบบนี้ลูกค้ามองแบบนั้น
ก็แก้กันไป แต่ขอนะ อย่าทิ้งงานเลย ( ถ้าทนไหว ) ลูกค้างี่เง่าแก้แล้วแก้อีก โปรดัคชั่นต้องทำใจ เครียดไปเดินเล่น ทนไม่ไหวพักกินเบียร์ หรือถนัดนั่งสมาธิ ทำอะไรทำไปเถอะแต่งานคุณต้องทำต่อ
ยกเว้นว่าทำแล้วทำอีก ลูกค้าคุยไม่รู้เรื่องถึงตรงนี้ต้องคิดแล้ว ยอมเสียชื่อที่สร้างมาไหวไหม ถ้าไม่ยอมก็ต้องทน แต่บอกเลยขั้นตอนนี้มีเหมือนกันนะ ที่โปรดัคชั่นทิ้งงาน แต่บอกเสี่ยงนะ
ผมคิดว่าคงหมดทุกประเด็นแล้ว ( ถ้าพี่ๆหรือใครมีนอกจากนี้ ก็โพสมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ก็ดีคับ ) ชีวิตโปรดัคชั่นอย่างที่บอกมีแต่ติดลบ กับเสมอตัว เพียงแต่เรามีความสุขที่ได้ทำส่ิ่งดีๆ
ให้เกิดขึ้นบนโลก เหมือนศิลปินสร้างงานนั่นแหละคับ เงินสำคัญแต่ไม่จำเป็น มีน้อยกินน้อย มีเยอะก็ดี ฉนั้นอยากให้คิดลูกค้าในแง่ลบไว้ก่อน เพราะคนเคยดีอาจเป็นคนเลวได้ถ้ามีเหตุจำเป็น
ลูกค้าปัจจุบันไม่โง่เขาก็มีความรู้เท่าๆกับพวกเรา ฉนั้น มิตรภาพคือสิ่งสำคัญที่สุด และทำงานให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ อย่าเพิ่งคิดถึงเงิน งานนี้ลูกค้าไม่มีเงินเงินน้อย แต่งานหน้าเมื่อลูกค้้ามีเงิน
มากเขาก็คิดถึงเรา เ เพราะงานที่คุณทำเงินน้อย แต่พอเขาไปเปิดดูที่อื่นใครๆก็พูดถึงบอกทีมนี้ทำดีทำถูกคนอื่นเสียแพงกว่าคุณ 2 เท่ายังทำไม่ดีเท่าของคุณแค่นี้ลูกค้าก็ปลื้มแล้ว
ต่อไปมีอะไรเขาก็จะคิดถึงคุณก่อนคนอื่นเสมอ ลูกค้าที่ตั้งใจโกงโดยว่าจ้างโปรดัคชั่นแล้วหาเหตุผลไม่จ่ายเงิน เมื่อถึงที่สุดโกงไปทั่ว ก็เปลี่ยนชื่อใหม่ อย่างคดีข้างต้น ลูกค้าได้ปิดบริษัทฯแล้ว
เปิดบริษัทใหม่ คนทำงานเก่าลาออกไปหมด ทีนี้โปรดัคชั่นจะให้ใครเป็นพยาน มีแต่พยานฝ่ายโปรดัคชั่น ศาลจะฟังหรือ พยานทางฝ่ายลูกค้าไม่มีสักคน จะไปควานหาใครจเขากลับ ตจว.หมด..
สรุป...พยายามกันความเสี่ยงไว้ ดูงานทั้งหมดว่าเราทำได้หรือไม่ ความสามารถเรามีแค่ไหน งานใหญ่ไปไม๊ งบเงินทุนหมุนเกินตัวหรือเปล่า เช่นลูกค้าให้มา 1แสน เราเป็นช่างภาพ ได้ 1 หมื่น
เราต้องรับเงินเสี่ยง 9 หมื่น ( คือส่งงานลูกค้าไม่จ่ายเงิน คุณต้องจ่ายเงินพวกทีมงานที่จ้างมา ) ถ้าแบบนี้แนะนำให้บอกลูกค้าไปเลยผมทำเป็นแค่ช่างภาพเท่านั้น ส่วนขั้นตอนอื่น กำกับ ต้องคนนี้
จัดแสงต้องทีมนี้ ตัดต่อบริษัทนี้ ผมรู้จักหมดครับเพราะเคยทำงานร่วมกันมาก่อน คืองานนี้ๆๆๆ ฉนั้นถ้าลูกค้าต้องการงานดีมีคุณภาพ นี่เลยคับ เบอร์โทร ฯ ให้ลูกค้าโทรติดต่อไปเลยในนามลูกค้า
ไม่ใช่ในนามเรา เมื่อเกิดปัญหาคุณจะได้ไม่ต้องจ่ายหนี้แทนลูกค้า ..ลูกค้าบอกผมพูดไม่เป็น คุณติดต่อไปเลย นั่นแหละให้ระวัง 18 มงกุฏมาแล้ว ถ้าลูกค้าดีต้องการงานดีประหยัดงบเขาต้องทำ
อยากให้คุณตระหนักไว้นะคับ ว่างานที่คุณได้เงินเยอะๆ งบมากๆหรือที่เขาว่าจ้างให้คุณเงินเดือนสูงๆ ไปทำโปรดัคชั่น เขาไม่ให้คุณไปเดินเล่น นอนคุยฆ่าเวลา เขาใช้งานคุณตายเลยนะคับ เช่น
มีบริษัทฯเคเบิ้ลทีวียักษ์ใหญ่ ต้องการโปรดิวเซอร์ คุม 3 รายการ คุมถ่าย คุมตัด คุมออนแอร์ ให้ 80,000 บาท โห เพื่อนๆเดินหนีหมดเลย เพราะเงินเดือนขนาดนี้เขาเอาคุณตายแน่คับ แต่ถ้าเงินเดือน 25,000 -30,000 เออน่าสน น่าลอง ให้คิดทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล อย่าเผลอตัวเผลอใจไปเพราะลูกค้าสวย หรือแผนกการตลาดเซ็กซี่เปิดกระดุมเม็ดบน เวลามาคุยงานกับเราหัวใจแทบละลาย จะปฏิเสธก็ปากค้าง พูดไม่ออก น้องเขาขอนั่นขอนี่ทำปากจู๋ โหให้หมดเลย ไม่พอแถมให้อีก ..ผมเจอมาหมดแล้ว งานนั้นแก้งานเกือบ 3 เดือน ไม่ต้องทำงานอื่นเลย ไอ้พวกโปรดัคชั่นโรคจิต
..โรคแพ้ความสวยนี่ รับงานทีไรเจ๊งทุกที......ไหงมาจบตรงนี้ได้ไม่รู้นะ โรคนี้กินยาอะไรก็แก้ไม่หาย ..( ใครรู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ อย่ารับงาน ขอเตือน )..
ที่มา : http://www.thaidfilm.com/read.php?tid=5959
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น